Saturday, November 21, 2009

เดินทาง K1-2009 ติ๊ก Nov21,09 by United Air @bkk-NRT-Newark

แจมบ่อย
แจมบ่อย
User avatar

Joined: Mon Sep 28, 2009 12:16 pm
Posts: 100
Location: Dandridge, TN
Post เดินทาง K1-2009 ติ๊ก Nov21,09 by United Air @bkk-NRT-Newark
เดินทาง K1-2009 ติ๊ก Nov21,09 by United Air @bkk-NRT-Newark

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ติ๊กมาถึงอเมริกาได้ 3-4 วันแล้วเพิ่งจะมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์
ครอบครัวมาส่งที่สุวรรณภูมิ ตอนตี3 นั่งรอ united airline 
(bkk-NRT-Newark 975.34 usd) เปิดให้เช็คอิน ตี4 เวลาขึ้นเครื่อง 5.50 เวลาบิน 6.35 am ติ๊กมัวแต่ร่ำลาครอบครัวจนต้องวิ่งเกือบขึ้นเครื่องไม่ทัน that not good [-( [-( แต่เคยเป็นนักวิ่งมาก่อนไม่มีปัญหา อิอิ 
มาถึงญี่ปุ่น 12.10 pm แต่ต้องหมุนเข็มนาฬิกาไปที่ 2.10 pm แล้วก็เดินไปที่ international connetting flights เข้าไปเช็คของสายการบินที่เราใช้บริการ และแล้วสายการบินก็แจ้งว่าเครื่องบินช้าไปอีก 3 ชั่วโมง จากต้องบิน 5.30 pm เลื่อนเป็น 8.30 pm แต่ก็ได้ Food Voucher 11.12 usd หรือ 1,000 yen เดินไปหาร้านอาหารที่ รับ voucher ในที่สุดก็ได้กิน"ราเมน" แล้วก็แลกเงินเยนไว้เผื่อฉุกเฉิน เวลาในการรอคอยช่างยาวนาน...ตังค์ก็เลยหมด...ก็มีแต่ของน่ารักทั้งนั้น :X สงสัยเครื่องช้าเพราะอยากให้คนช๊อบนี่เอง ตังค์หมดแล้วก็กลับมานั่งรอที่หน้าประตู ในที่สุดก็ได้บินอีกรอบเย้ๆๆๆ แต่ดีใจได้ไม่นานเริ่มเหมื่อย ยิ่งใกล้ถึงยิ่งรู้สึกว่า ขาเราจะเดินได้ไหมเนี่ย แนะนำว่าถ้าเพื่อนอยากแต่งหน้าให้แต่งบนเครื่องเลยค่ะ ถ้ามัวมาเข้าห้องน้ำจะต้องต่อแถวที่ ตม. แถวยาวค่ะ อีกอย่างที่work มากๆ คือ สเปย์ฉีดหน้า(ไม่เกิน 100 ml) จะช่วยเวลาขึ้นเครื่องนานๆแล้วหน้าแห้ง 
มาถึงคิวติ๊กให้ ตม. ตรวจแล้ว ติ๊กยิ้มเปิดทางตั้งแต่ยังไม่ถึงคิวค่ะ คำถาม "you come to get marrige?".... "yes"....."that's nice"......
แล้วก็พาไปที่ห้องนั่งรอสภ และเช็คเอกสารอีกรอบ แล้วถามว่ารู้จักกันเมี่อไหร่ จะแต่งงานตอนไหนแล้วก็ให้ผ่านไปเอากระเป๋า
แฟนก็รออยู่ข้างหน้าค่ะ เย้ๆๆๆ ได้หายคิดถึงซะที 6 เดือนที่รอคอย <:-p <:-p <:-p


การเตรียมกระเป๋าของติ๊กค่ะ
ติ๊กเอากระเป๋ามา 2 ใบค่ะ ไซส์กลางและเล็ก ติ๊กซี้อกระเป๋าแบบไฟเบอร์ แบบล็อคไม่มีซิป ดูสวยงามแต่มีเนื้อที่จำกัดในการจุของ และกระเป๋าของติ๊กตัวล็อคเปิดตอนรอกระเป๋าที่อเมริกา เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ที่เปิดกระเป๋าเช็คปิดให้ไม่ดี กระเป๋าเปิดมาบนสายพานเลยค่ะ ติ๊กว่าแบบผ้ามีซิปดีกว่าแยอะ
อีกอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆเช่นที่รีดผม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟเกิน120 v ไม่ควรนำมาค่ะ ติ๊กเอาไดร์และที่รีดผมมาแต่ใช้ไม่ได้ บ้านเราใช้กำลังไฟ 220 v แต่ที่นี่ใช้ 120 v ค่ะ
การเตรียมเสื้อผ้าเสื้อแขนยาวและกางเกงยีนส์ขายาวเตรียมมาแยอะๆค่ะ กางเกงขาสั้นที่ติ๊กเตรียมมายังไม่ได้ใช้เลย แจ็คเก็ตมาซื้อที่นี่ดีกว่าค่ะกันหนาวได้ดีและประหยัดเพราะใช้ตังค์แฟนซื้อ อิอิ :D ชุดชั้นในติ๊กเอามาแยอะมาก มาเห็นไซส์ที่นี่ โอ้แม่เจ้า :-ss :-ss :-ss 
สิ่งที่ติ๊กอยากเอามามากๆเลยตอนนี้คือเครื่องประดับ อยากขนมาแยอะๆเลยค่ะ ที่นี่ไม่สวยและแพง
รองเท้าบูธจำเป็นมากกันหนาวและความชื้นได้ดีค่ะ มาซื้อที่นี่ก็สวยๆแยอะแต่ถ้าเอาแบบน่ารักก็แถวสยามบ้านเราค่ะ


Last edited by bittersweet on Mon Nov 30, 2009 9:33 pm, edited 6 times in total. 
Wed Nov 25, 2009 1:20 am

Friday, October 23, 2009

เดินทาง K1-2009 ป้อน Oct23,09 By UA @SanFrancisco

แจมประจำ
แจมประจำ
User avatar

Joined: Sun Mar 15, 2009 2:58 am
Posts: 676
Location: Reno, Nevada
Post เดินทาง K1-2009 ป้อน Oct23,09 By UA @SanFrancisco
เดินทาง K1-2009 ป้อน Oct23,09 By UA @SanFrancisco สายการบิน UA Oct23,09 San Francisco,CA - Reno, NV

มารายงานตัวค่ะ ชื่อ ป้อนนะคะ :D

มาถึงเมกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหนื่อยค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนๆทุกๆคนนะคะ
ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลค่ะ มะรู้ว่าจะเริ่มยังไงดี อิอิ

ป้อนขอเล่าประสบการณ์ตอนมาเมกาด้วย K1 นะคะ

เดินทางออกจากสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบิน UA วันที่ 23 Oct ค่ะ ฤกษ์มะค่อยดี ฝนตกหนักมาก แต่เช้าเลยค่ะ ตอนนั้นก็กัว เอ๊ะเครื่องจะตกป่าว แบบฤกษ์มะดีตั้งกะออกจากบ้านแล้ว

ไปลงนาริตะ พอถึงนาริตะ ก็มีพี่คนไทยมาทัก ถามว่า Are you from Thailand? เราก็ตอบไปว่า ใช่ค่ะ พี่เค้าก็ยิ้มเพราะเค้าเพิ่งเดินทางครั้งแรก พี่เค้าไปชิคาโก มาด้วย K3 เลยคุยกันยาวเลย แต่พี่เค้าไม่ได้เป็นสาวบ้าน us ค่ะ แต่พี่เค้าออกเดินทางก่อน ป้อนรอถึง 18.00 ค่อยเดินทาง

พอเครื่องออก ตามกำหนดเดิมถึง San fran 11.20 แต่พอเอาเข้าจิงถึงตั้งกะ 9.45 แหง่วเลย เพราะไฟส์ต่อไป Reno ออก 16.00

ตอนผ่านตม ก็มองๆนะ มองหาคนใจดีๆ ก็เดินไปต่อแถว ต่อแถวคนสุดท้ายเลยเพราะมัวแต่โอ้เอ้ เข้าห้องน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย แบบพอดูดีอ่ะ อิอิ พอต่อแถวถึงคิว ก็ได้ฝรั่งหนุ่มๆ หน้าตาน่ารัก แถมชื่อน่ารักอีก LOVE พอป้อนยื่นซองสีน้ำตาลให้ เค้ามองงงๆ และยิ้มๆ แร้วบอกว่า You make my job hard แล้วขำๆ แร้วถามเราแบบวกไปวนมา ตื่นเต้น เพราะปกติถามแต่พวกนักท่องเที่ยว แล้วก็ตะโกนเรียกใครบางคนมาช่วย ก็มีคนมาช่วยแร้วบอกทำงี้ๆๆๆ นะ ตา LOVE ก็ถามเราคำถามเดิมอีกว่า คู่หมั้นชื่อไร อยู่ที่ไหน มาเมกากี่ครั้ง คู่หมั้นทำงานไร มาเมกาเดือนไหนบ้าง ถามแบบนี้วนไปวนมาแบบสี่ห้ารอบ แร้วขำตัวเองว่า ถามแร้วนี่หว่า แล้วบอกป้อนว่า See, you make my job really hard ป้อนก็ขำ พอเสร็จก็ 30 นาทีได้จ๊ะ เค้าก็บอกว่า ถามอีกว่าแต่งมะไร ป้อนว่า วันขอบคุณพระเจ้า เค้าก็ขำอีกขอเหตุผลว่าทำไม ป้อนก็ว่า วันดีน่ะ เค้าก็ยิ้มๆ แร้วบอกให้โชคดีนะ

พอเสร็จก็รับกระเป๋าและ declare ค่ะ เพราะเอาอาหารพวกผงปรุงรสโลโบมา สรุปโดนโยนทิ้ง สามอย่าง หลังจากนั้นก็เดินไปทางซ้ายมือ ไปตามลูกศร connecting flight ง่ายมากถ้าใครมา United airline เพราะมีเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับกระเป๋าเลย เราก็หย่อนลงสายพาน แร้วก็เดินต่อไปยัง Security check ก็ถอดเข็มขัด รองเท้า เสื้อแจ๊คเกต และโน้ตบุคใส่ถาม เอ็กเรย์ ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ แร้วก็เดินผ่านออกมา ดูว่าไฟส์เราต้องไป gate ไหน ของป้อนรอ gate 69 ก็ไปนั่งรอค่ะ หกชั่วโมงเต็มๆ รอจนเบื่อ นั่งเล่นเกมส์ เพราะเนตเสียตัง เหอๆๆๆ

พอได้เวลาต่อเครื่อง เครื่องเล็กจิ๊ดเดียวเอง นั่งไปแค่ สามสิบนาที ถึง Reno ค่ะ แฟนยืนถือช่อดอกไม้ส่งให้ช่อเบ้อเริ่มเลย ดีใจน้ำตาไหลเลยค่ะ แบบซึ้ง อิอิ

ตอนนี้ถึงเมกาด้วยความปลอดภัยค่ะ คิดถึงเพื่อนๆนะ แร้วคุยกัน
ตอนนี้ป้อนอยู่ที่ Reno, Nevadaมีความสุขดีค่ะ ดีใจด้วยได้โพสต์บ้านยูเอสได้เพราะปกติอยู่กทม มีปัญหาค่ะโพสไม่ได้ ค่ะ


Last edited by kai on Tue Oct 27, 2009 10:36 pm, edited 3 times in total. 
Tue Oct 06, 2009 3:27 pm

Saturday, May 20, 2006

เดินทาง K1-2006 เหน่ง จาก Dallas ไป Nashville,TN

เดินทาง K1-2006 เหน่ง จาก Dallas ไป Nashville,TN Neangy Sat May 20, 2006 3:06 am

share ประสพการณ์ตอนผ่าน Imigration ค่ะ ..เหน่งลงที่ LA. บินเดี่ยวค่ะ ที่นี้จะมีเจ้าหน้าที่แนะนำตลอดทาง เราก็เดินไปยิ้มไป..แนะนำเพื่อนที่ต้องดินทางคนเดียว อย่าวิตกกังวล ให้คิดว่ามันน่าสนุก แล้วก็เป็นประสพการณ์ชีวิตที่ดี ..โอเคมาต่อเรื่อง Imigration พอมาถึงตรง Imigration ก็จะมี ช่อง Citizen กับ Visitor ก้มีเจ้าหน้าที่ดู passport เราแล้วบอกให้ไปเข้าช่อง visitor พอเจอเจ้าหน้าที่เราก้ Say Hi..ยื่น Passport แล้วก้บอกเจ้าหน้าที่ว่า I have somethings that i carry for you from Thailand ..pls take it..แล้วก็ยื่นซองเอกสารให้ เคาก็้จะตรวจเอกสารในซองแล้วเก็บไว้ เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่าจะไปอยู่ที่ไหน ..เราก็บอกเค้าไปแล้วก้บอกเค้าว่าเราต้องไป Connect flight ไปดัลลัส แล้วก็จาก ดัลลัส ไป Nashville เจ้าหน้าที่ก็คืน Passport ให้ แล้วก็บอกอย่าลืม ว่าต้องแต่งงานภายใน 90 วัน แล้วเราก้ Say Bye ( ถือคติไทย ไปลามาไหว้) ไม่มีอะไรน่ากลัว หรือต้องกังวล

 Neangy, เดินทาง K1-2006 เหน่ง จาก Dallas ไป Nashville,TN

Neangy, K1-2006 เหน่ง Jan17,06 รับ Jan18,06 @TN การเดินทาง 

Monday, November 14, 2005

My ESOL in Florida


natty

ผู้ตรวจทาน


Joined: Mon Nov 14, 2005 5:26 pm
Posts: 17890
Location: Utah 2003, Florida 2004,Virginia 2005 until now
Blog: View Blog (0)

ที่เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมค่ะ

ผู้ตรวจทาน
Joined: Mon Nov 14, 2005 5:26 pm
Posts: 17890
Location: Utah 2003, Florida 2004,Virginia 2005 until now

  • ธันย่าจ๊ะ เข้าไปหาตามมหาลัยน่ะจ้ะ พยายามหา Community College นะ เพราะว่าเท่าที่พี่แนทเข้าใจนะ หลาย ๆ เมือง และหลาย ๆ รัฐเขาจะมีหลักสูตรนี้ แล้วเราก็สิทธิพิเศษนะ พีแนทเองไม่ค่อยได้ใส่ใจน่ะ แบบว่าเป็นเด็กเกเรเน่ะ อย่างเช่น College ที่พี่แนทเรียนเขาก็มีนะ http://www.scc-fl.edu/catalog/studentin ... ed/abe.htm แต่ว่าพี่แนทเรียน ESOL คือ English for Speakers of Other Languages (ESOL) ที่อื่นเขาเรียก ESL จ้ะ http://www.scc-fl.edu/catalog/studentin ... d/esol.htm
  • โชคดีจ้ะ
happy
natty

ผู้ตรวจทาน


Joined: Mon Nov 14, 2005 5:26 pm
Posts: 17890
Location: Utah 2003, Florida 2004,Virginia 2005 until now
Blog: View Blog (0)



หนูเก่งจังนะจ๊ะ ตอนที่ไปสมัครน่ะ เขาก็ให้สอบ placement test เหมือนกันจ้ะ แต่ว่าพี่แนทเดา ๆ เอาน่ะจ้ะ ทำเกือบไม่ทันแน่ะ แต่คนคุมสอบก็บอกว่าให้ทำตามความเข้าใจนะ พยายามอย่าเดา (เออ...อย่างนี้พี่แนทก็ทำไม่ได้หมดนะสิ เพราะว่าพี่แนทไม่เข้าใจอะ) ขั้นเสิกเขามี Level 1A-B, 2A-B, 3A-3B 4A-4B พี่แนทได้ 3B เฮ้อ....เดาจนเกือบทำตัวเองแย่แน่ะ เพราะว่าหากว่าเราได้ Level สูง ๆ ไปหากว่าเรียนไม่ไหวก็ต้อง Drop ตัวเองลงมา Level ต่ำกว่านั้น เพราะว่าหากว่าตกก็ต้องเรียนซ้ำอีก แต่ว่าดีตรงที่ไม่เสียตังค์เนี่ยแหละ อิอิ ชั้นพี่แนทมี 33 คน แต่ว่าตกซะ 11 คนนแน่ะ
natty

ผู้ตรวจทาน


Joined: Mon Nov 14, 2005 5:26 pm
Posts: 17890
Location: Utah 2003, Florida 2004,Virginia 2005 until now
Blog: View Blog (0)



  • หนูจ๊ะ พี่แนทเองก็ไม่แน่ใจว่า เขามีทั้งหมดกี่ระดับนะ แต่ที่เข้าใจก็คือ ระดับเบสิก
  • ที่พี่เรียนน่ะแหละ มี 8 level (ระดับบนี้เรียนฟรี แต่ต้องมีเอกสารจาก USCIS มายื่นนะ)
อีกระดับนึง เป็นพวกที่เรียน เสียตังค์ คือ ระดับ Advance น่ะ ระดับนี้ไม่รู้ว่ามีกี่ Level ไม่รู้นิ

natty

ผู้ตรวจทาน


Joined: Mon Nov 14, 2005 5:26 pm
Posts: 17890
Location: Utah 2003, Florida 2004,Virginia 2005 until now
Blog: View Blog (0)



คุณติ๋วตะ แนทว่าการที่คนไทยหรือว่าคนต่างชาติอื่น ๆ รู้แกรมม่าของภาษาอังกฤษมากว่าคนอเมริกันหลาย ๆ คนน่ะ แนทคิดว่าเป็นเพราะคนไทยหรือว่าคนต่างชาติอื่น ๆ เรียนเฉพาะตรงนั้นน่ะค่ะ คนอเมริกัน เขาเกิดมา เขาไม่ต้องเรียนเขาก็พูดได้ค่ะ เหมือนเราหวนกับไปมองภาษาไทยเราสิคะ เราก็ไม่ต้องเรียนแกรมม่าค่ะ เราก็พูดได้ค่ะ นั้นเป็นความเข้าใจของแนทนะคะ แฟนแนทบอกแนทว่าแนทก็รู้แกรมม่ามากกว่าแกซะอีกค่ะ เรื่องเคล็ดลับแนทไม่มี เพราะว่าแนทเองก็ไม่ได้เก่งภาษาค่ะ โชคดีค่ะ

Monday, June 2, 2003

เดินทาง K1-2003 แม่เพ็ญ Jun02,03 แม่เพ็ญ



Post เดินทาง K1-2003 แม่เพ็ญ Jun02,03 แม่เพ็ญ
สัมภาษณ์เมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ดีใจด้วยน่ะค่ะ คุณแอนเล่าเรื่องราวได้เห็นภาพเลยค่ะ ทำให้นึกถึงวันที่ตัวเองไปขอวีซ่า วันนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โอ๊ยยยย ตอนที่เขาสัมภาษณืมื่อสั่น ปากสั่นไปหมดเลยค่ะ จำได้ว่าไปกับเพื่อน ต้องชวนเพื่อนไปด้วย เพราะไปคนเดียวไม่มีความมั่นใจเอาซะเลย ตอนสัมภาษณ์เขาถามคำถามแค่ 5-6 ข้อ ว่า รู้จักแฟนได้ยังไง เจอกันกี่ครั้ง ติดต่อกับแฟนยังไง ตอนนี้คุณทำงานอะไร จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ แล้วคำถามสุดท้าย คุณคนนั้นเป็นใคร(เขาหมายถึงเพื่อนที่ไปด้วย) เพ็ญก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันค่ะ เขายังถามต่ออีกว่า รู้จักเขาได้ยังไง เราเลยบอกว่าเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาค่ะ งง งง มาก ตอนที่เขาถามถึงเพื่อนเรา งง ว่าเขาถามทำไม เพื่อนเรามันมาเกี่ยวอะไรด้วย ผลสุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกว่าที่ถามเพราะบางคนมีบริษัททัวร์เป็นคนช่วยเดินเรื่องให้ แล้วไอ้เพื่อนเรามันก็ทำงานบริษัททัวร์ซะด้วย แต่เพื่อนก็เล่าให้ฟังทีหลังว่า เขาไม่เคยมาที่สถานทูตเมกาเลยน่ะ เพราะบริษัทเขาทำทัวร์ภายในเอเชียเท่านั้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จนถึงวันนี้เพ็ญมาอยู่ที่นี่ได้ เกือบๆ 7 ปี แล้ว

ยินดีต้อนรับคุณแอนเข้าสู่ชมรมสะไภ้ลุงแซมน่ะค่ะ และขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะ :D

เดินทาง K1-2003 แม่เพ็ญ Jun02,03

อยากกลับมาเล่าเรื่องเปิ่นของตัวเองตอนวันเดินทางให้ฟังน่ะค่ะ
เดินทางมาเมกาครั้งแรกคนเดียว วันที่ 2 มิถุนายน 2003 ตี 5 นิดๆ วันนั้นจำได้เลยว่าแต่งตัวมาซะเต็มยศ คือใส่กางเกงผ้า ใส่สูท รองเท้าบู้ทสีน้ำตาล (ดูเหมือนจะออกไปพบลูกค้าเลยค่ะอิอิ) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือน่ะค่ะ ส่วนความมั่นใจก็พกมาเต็ม 2 ก้าว เลยค่ะ คิดว่ายังไงทุกอย่างก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ที่ไหนได้ล่ะค่ะพี่น้อง

ด่านตรวจ passport ก็เจอปัญหาซะแล้วซิ ด่านตรวจตรงนั้นมี 2 แถว จนท เป็นผู้หญิงทั้งคู่ อีกคนออกจะทอมๆ หน่อย แม่เพ็ญไปเข้าแถวตรงที่เจ้ทอม เพราะเห็นว่าคนไม่เยอะ และอีกอย่างใช้เวลาประมาณไม่ถึง 1 นาทีในการตรวจ passport ไอ้เราก็นึกในใจว่าแบบเข้าข้างตัวเองว่า มันง่ายดีเนอะ แค่ดู passport กับดูหน้าเจ้าของ passport ว่าหน้าเหมือนกัน ก็ผ่านเข้าไปข้างในได้ทันทีเลย ซึ่งคนก่อนหน้าเราทุกอย่างก้ผ่านไปได้ด้วยดี ...ที่นี่ล่ะถึงตาเราแล้ว เราก็เดินยิ้มเข้าไปเลย และกล่าวคำว่า สวัสดีค่ะ พร้อมกับยื่น passport ให้ (เห็นไหมว่าเราอัทยาศัยดี อิอิ) เจ้ทอมก็มองหน้าเรา พร้อมกับมองดู passport ของเรา ที่ตอนนี้อยู่ในมือเจ้เรียบร้อยแล้ว เจ้ทอมแกก็ดูอยู่นั่นแหล่ะ โดยที่ไม่พูดอะไร ไอ้เราก็เห็นนานแล้ว เลยยิ้มให้เจแกอีกทีหนึ่ง ป้าดดดโธ่!!! ไม่ต้องยิ้ม เจ้ทอมแกว่าเราอ่ะ แป่วววววว เลยตู รอยยิ้มกว้างๆ ของเรา เลยต้องค่อยๆ หุบลง แล้วเจ้แกก็ยังทำเหมือนเดิมคือมองหน้าเรา แล้วก็มองดูหน้าเราใน passport จน จนท อีกคนข้างๆ ถามว่ามีอะไรเหรอ เจ้ทอมเลยเอา passport ของเราให้ จนท คนนั้นดู จนท คนนั้นก็พูดว่า ให้เขาผ่านเข้าไปเถอะ ไม่เห็นมีอะไรนี่ (คิดในใจนั่นซิ เห็นด้วยกับ จนท อีกคน เพราะ passport กับ วีซ่าเราก็ได้มาอย่างถูกต้องนี่หว่า) จนสุดท้ายเจ้ทอมก็ยอมให้เราผ่านเข้าไปได้ หลังจากที่เจ้แกจด จด จ้อง จ้อง กับ passport เรา นานผิดปกติ เฮ้ย สงสัยวันั้นคงจะเป็นวันแดงเดือดของเจ้เขาน่ะ เขาเลยรมณ์บ่จอย แต่ก็สงสัยว่าทำไมกับคนก่อนหน้าเรา เจ้แกตรวจแป้บๆ ก็ให้ผ่าน แต่กับเรารอซะนานเชียว พร้อมกับสงสัยอีกว่า หรือว่าความมั่นใจกับความน่าเชื่อที่เราพกมา มันมากเกินไปอ่ะป่าวหว่า (หรือไม่เจ้แกก็คงจะไม่ชอบขี้หน้าเรา แบบว่าไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นทำน้องเนี่ย คิดไปได้น่ะเรา 555)

พอผ่านด่านนั้นมาได้ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาถึงสนามบินลุงแซม เย้ เย้ ถึงซะทีน่ะตู เฮ้ย ลุ้นมาตลอดระยะเวลาการนั่งเครื่อง และแล้วความเปิ่นก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ตรงด่านศุลกากร ยังทำเหมือนเดิมคือ พอถึงคิวเรา ยิ้มค่ะ ยิ้มให้ จนท (คิดในใจมานจะให้ตูหุบยิ้มเหมือนเจ้ทอมป่าวหว่า)

จนท ก็ถามว่าขนอะไรมาบ้าง เราก็บอกว่า มีพวกเอกสารส่วนตัวที่สำคัญกับพวกของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นค่ะ แล้ว จนท ก็ถามอีกว่า พกเงินมาเท่าไหร่ ไอ้เราก็ฟังไม่ถนัด (จริงๆ แล้วภาษาปะกิตไม่ค่อยแข็งแรงด้วยแหล่ะ) เลยจะเปิดเป๋าตังค์ให้ จนท ดู จนท ก็ส่ง ยิ้มให้เรา (ในที่สุดก็มีคนส่งยิ้มตอบเราแล้ว) พร้อมกับบอกเราว่า no no you don't have to show me your money, just tell me how much okay. แป่ววว อีกรอบ นึกว่าจะขอดู แล้วถ้าเห็นว่าเราพกมาน้อย จนท จะเพิ่มให้เราซะอีก 5555 (ตอนนี้ทุกอย่างผ่านมาแล้ว เลยคิดให้มันตลกๆๆได้) จนถึงทุกวันนี้ก็เกือบ 7 ปีแล้วค่ะที่เข้ามาเป็นสะไภ้ลุงแซม

อันนี้เอามาเล่าเพื่อให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านคลายเครียดเฉยๆ น่ะค่ะ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นค่ะ อีกอย่างคิดว่าการดำเนินเรื่องขอวีซ่าของทุกคนก็เครียดมามากมายแล้ว ได้อ่านอะไรขำๆคงจะช่วยให้เพื่อนพี่ๆน้องๆหัวเราะได้บ้างน่ะค่ะ